วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

~+*My Favorite Song*+~

รักเธอทั้งหมดของหัวใจ - PAUSE
-
-
-
ทุกครั้งที่ฉันคิดถึงเธอ
ใจมันคอยบอกตัวเองอยู่เสมอ
ว่าเธอนั้นเป็นสุขไปแล้ว
ทุกครั้งที่ฉันนั้นเห็นภาพเธอ
วันคืนเก่าๆ ก็กลับมาเสมอ
มีแต่เธอที่จะไม่กลับมาแล้ว
.
ยังมีอีกหลายสิ่ง
ที่ฉันยังไม่เคยพูดสักที
และมีอีกหลายอย่าง
ที่ไม่เคยทำจนวันนี้
.
รัก.... รักเธอ ทั้งหมดของหัวใจ
สิ่งเหล่านั้นเก็บไว้ข้างใน
เธอได้ยินไหมคนดี
อยากขอ.....ให้ความรู้สึกที่ฉันมี
ส่งไปถึงเธอที่แสนดี
ว่าชีวิตนี้ฉันมีแต่เธอดังความฝัน
จะพบกัน อีกได้ไหม
.
หากฉันนั้นรู้ตัว ก็คงไม่มัวเก็บมาจนวันนี้
โอ้คนดีนั้นคงได้บอกไปแล้ว
ยังมีอีกหลายสิ่ง
ที่ฉันยังไม่เคยพูดสักที
และมีอีกหลายอย่าง
ที่ไม่เคยทำจนวันนี้
.
รัก.... รักเธอ ทั้งหมดของหัวใจ
สิ่งเหล่านั้นเก็บไว้ข้างใน
เธอได้ยินไหมคนดี
อยากขอ.....ให้ความรู้สึกที่ฉันมี
ส่งไปถึงเธอที่แสนดี
ว่าชีวิตนี้ฉันมีแต่เธอดังความฝัน
จะพบกัน อีกได้ไหม
.
ยังมีอีกหลายสิ่ง ที่ฉันยังไม่เคยพูดสักที
และมีอีกหลายอย่าง
ที่ไม่เคยทำจนวันนี้.....
.
รัก.... รักเธอ ทั้งหมดของหัวใจ
สิ่งเหล่านั้นเก็บไว้ข้างใน
เธอได้ยินไหมคนดี
อยากขอ.....ให้ความรู้สึกที่ฉันมี
ส่งไปถึงเธอที่แสนดี
ว่าชีวิตนี้ฉันมีแต่เธอดังความฝัน
จะพบกัน บอก..รัก.... รักเธอ ทั้งหมดของหัวใจ
สิ่งเหล่านั้นเก็บไว้ข้างใน
เธอได้ยินไหมคนดี
อยากขอ.....ให้ความรู้สึกที่ฉันมี
ส่งไปถึงเธอที่แสนดี ว่าชีวิตนี้ฉันมีแต่เธอดังความฝัน
แล้วสักวันจะไปหา
.
.


~+*Boring daY*+~


Sleep

Wake up

Eat

Owww..!?!

I have nothing to do

.......................
I like this book

SAND AND FOAM : KAHLIL GIBRAN


วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วอเตอร์บอบบียัน (Waterbobbejan) ลิงบาบูนน้ำกินคนแห่งแอฟริกา

วอเตอร์บอบบียัน (Waterbobbejan)


เรื่องราวของมนุษย์วานรนั้นมีให้พบเห็นกันทั่วโลกครับไม่ว่าเป็นอเมริกา แคนาดา เอเชีย หรือแม้แต่แอฟริกา
สำหรับมนุษย์วานรในแอฟริกานี้ โดยเฉพาะแอฟริกาใต้ ยังมีสัตว์ที่คล้ายลิงคล้ายคนอยู่นั้นด้วยมันมีชื่อว่า วอเตอร์บอบบียัน(Waterbobbejan)หรือลิงบาบูนน้ำ(water-baboon)
มีคนพูดถึงสัตว์ตัวนี้มานานแล้วนะครับ โดยเจ้าตัวนี้ชอบไปเพ่นพ่านตามไร่ในชนบททางตอนเหนือของอาฟริกาใต้ และได้บุกรุกทำลายและสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนที่อาศัยในย่ามนั้นเป็นอันมาก โดยข่าวลือเรื่องลิงบาบูนน้ำมีมาตั้งแต่ปี 1880 จนถึงปี 1965 นี้เองที่มีข่าวว่าเด็กสองคนเห็นตัวมันในไร่เลียวฟอนไตน์หรือ น้ำพุสิงโต
ปัญหามีว่าเจ้าสัตว์ตัวนี้มันตัวอะไรกันแน่?
ก่อนที่จะหาคำตอบสำหรับเจ้าตัวนี้ ก็คงต้องย้อนไปสืบหาที่มาของเรื่องราวว่าความเป็นมาซะก่อน
มันเริ่มจาก สมัยนั้นอังกฤษเข้ามายึดแคว้นเคปในแอฟริกาใต้เป็นอาณานิคมเมื่อปี 1838 นั้น ชาวดัทช์ที่เรียกตัวเองว่าอาฟริกาเนอร์(Afrikaner) หรือคนอื่นเรียกพวกเขาว่า บัวร์(Boer) ซึ่งอาศัยอยู่ที่แถบนั้น แล้วพากันอพยพมาเพื่อหนีจากการรุกรานของอังกฤษ ซึ่งพวกเขาต้องบุกป่าฝ่าดงเพื่อไปตั้งดินแดนใหม่ที่ประเทศซิมบับเวและบอสวานาจนถึงปัจจุบัน
จากนั้นในช่วงปี 1860 กว่าๆ ผู้อพยพพวกนี้ได้แลเห็นสัตว์รูปร่างคล้ายลิงแต่มีขนาดใหญ่กว่ามากเข้าไปในไร่ของพวกเขาในตอนกลางคืน โดยเฉพาะที่ไร่ทางไดโนก้านั้นมันฆ่า กินสัตว์เลี้ยงด้วยครับ ซึ่งสัตว์ที่มันชอบฆ่าและกินก็มีแกะ วัว แพะ และก็คนด้วย?? โดยวิธีที่มันฆ่าจะแตกต่างจากพวกสิงโต หมาจิ้งจอก หรือไฮยีนา นั้นคือมันจะฉีกเนื้อสัตว์ที่มันฆ่าด้วยมือเปล่าด้วยพละกำลังมหาศาล
พยานรายหนึ่งเล่าว่า มีวัวตัวหนึ่งที่มิได้กลับเข้าคอกพร้อมกับฝูงตอนเย็น เช้าวันรุ่งขึ้นเขาเลยออกไปตามหา แล้วก็พบว่าวัวของเขาถูกฉีดเป็นชิ้นๆ ซึ่งคนอื่นบอกว่า เห็นสัตว์ขนาดใหญ่คล้ายลิง สูง แขนยาว ตามตัวมีขนสีน้ำตาลแดง ดูคล้ายลิงบาบูนแต่ตัวใหญ่มาก มันมีพละกำลังมหาศาล มันสามารถใช้แขนหนีบวัวกระโดดข้ามรั้วกลับออกไปได้ นอกจากนี้ยังมีผู้พบเห็นสัตว์คล้ายลิงขนาดใหญ่เก็บผลส้มไปจนหมดต้น และสิ่งที่มันไม่เหมือนลิงบาบูนคือ มันเปรียวและอยู่ตัวเดียวไม่รวมฝูง
ชาวสวานาที่ทำงานเป็นคนงานในไร่เชื่อว่าสัตว์ชนิดนี้อาศัยอยู่ในถ้ำน้ำ ทำให้เรียกว่าบาบูนน้ำ สิ่งถ้ำนี้มันจนำเหยื่อที่ล่ามาเข้าไปแล้วฉีกเป็นชิ้นๆ อย่างไรก็ตามแม้สัตว์ตัวนี้จะสร้างความเสียหายกับชาวไร่ แต่ชาวไร่ห้ามไม่ให้ฆ่ามันเพราะเชื่อว่าถ้าฆ่ามันอาจเกิดภัยแล้งฟ้าฝนตกไม่ตรงตามกำหนด เพราะทุกครั้งที่มันปรากฏตัวให้เห็นนั้นแสดงให้เห็นว่าเดือนนี้น้ำท่าจะบริบูรณ์

มันคือตัวอะไรกันแน่?
มีหลายทฤษฏีที่พยายามอธิบายว่าพวกวานรมนุษย์พวกนี้คืออะไร มีทฤษฏีหนึ่งบอกว่ามันอาจเป็นสัตว์ที่รู้จักกันดีคือบาบูนชัคม่า (Chacma baboon:Papio Ursinus) หรือลิงซามังโก (samango monkey:Cercopithecus mitis) ซึ่งสัตว์ทั้งสองชนิดนี้มีการพบมากในแถบนั้น และสัตว์ทั้งสองนั้นมีขนาดโตมากพอดู เพราะฉะนั้นอาจทำหผู้พบเห็นหลายคนตกใจเข้าใจผิดๆ อยู่บ่อยว่ามันคือลิงบาบูนน้ำก็เป็นได้
ครั้งหนึ่ง มีชาวไร่ในเขตอึมปูมาลังกาซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอาฟริกาใต้ได้โทรศัพท์ไปหา ดร.โรเบิร์ต เบรน นักบรรพชีวินวิทยา ตอนนั้นประจำอยู่พิพิธภัณฑ์ทรานสวาลที่กรุงพริทอเรีย บอกว่าเขายิงบาบูนน้ำได้และถลกหนังออกมาไว้ ทำให้ดร. เกิดความสนใจจึงเดินทางไปดู ปรากฏว่าผิดหวังเพราะจากการตรวจสอบปรากฏว่าเป็นแค่หนังของลิงซามังโก
อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีนี้ บาบูนน้ำอาจไม่ใช้ลิงบาบูนชัคมาหรือลิงซามังโกก็ได้ เพราะสองลิงที่ว่านี้หาอาหารกินเวลากลางวัน อีกทั้งสองชนิดไม่ฆ่าสัตว์แล้วฉีดเป็นชิ้นๆ อย่างบาบูนน้ำ
อีกทฤษฏีหนึ่งก็คือทฤษฎีทาร์ซานหรือเมาคลี หรือเรียกว่าคนปละ(Feral humans) ซึ่งเรื่องแบบนี้เห็นกันบ่อยๆ ในทวีปแอฟริกา โดยราวปี 1980 ตำรวจพบเด็กชายอายุราว 5 ขวบที่ป่านิวปาร์คในแคว้นกวาซูลู-นาตาลของอาฟริกาใต้ อาศัยอยู่กับฝูงลิง ตำรวจต้องใช้กล้วยล่อออกมาจึงจับตัวได้ และนำมาเลี้ยงไว้ที่ศูนย์สังคมสังเคราะห์อิกเวซีเจ้าหน้าที่ที่นั่นตั้งชื่อให้เขาว่า แซตเตอร์เดย์ ตอนนี้โตขึ้นแล้ว แต่ก็ยังคงมีอาการท่าทางคล้ายลิงอยู่ และไม่ชอบนุ่งผ้าถ้าคนเผลอก็จะถอดเสื้อผ้าออกทิ้ง ฟังภาษาคนออกแต่พูดไม่ได้ คนงานที่ศูนย์ฯ เชื่อว่าแซตเตอร์คงจะถูกทิ้งที่ไว้ในป่า ตั้งแต่ตอนที่เกิดใหม่ๆ แล้วฝูงลิงคงนำเขาไปเลี้ยงไว้
อีกทฤษฎีก็เรื่องของมนุษย์กินคน โดยสมัยก่อนเกิดกลียุคเมื่อปี 1820 กว่าๆ อันเป็นผลมาจากกษัตริย์ซากาสามารถรวมชนเผ่าซูลูให้มีอำนาจเหนือเผ่าอื่นๆ ในแถบนั้น ทำให้คนเผ่าอื่นต้องหนีตายไปอาศัยอยู่ในถ้ำตามป่าเขาห่างไกล ซึ่งต้องใช้ชีวิตลำบากยากแค้น หลายคนถูกบังคับให้ต้องกลายเป็นมนุษย์กินคน จนกลายเป็นข่าวลือเลื่องว่าชาวบ้านพบเห็นอสุรกายครึ่งคนครึ่งสัตว์คล้ายลิงบาบูนขนเต็มตัว จนเกิดปัญหาทางจิตใจของมนุษย์ ความหวาดกลัวที่ฝังในจิตใจทำให้มองเห็นคนปละแล้วคิดว่าเป็นมนุษย์วานรก็เป็นได้
นอกจากนี้ก็มีความเห็นอีกทฤษฎีหนึ่งคือมันอาจเป็นสัตว์โบราณจริงๆ ก็เป็นไปได้ โดยอาจมีสัตว์ที่เป็นบรรพบุรษของคนหลงเหลืออยู่และสืบต่อมาจนถึงเดี่ยวนี้ และมีรูปร่างพฤติกรรมของวานรมนุษย์ไม่ผิด ซึ่งมันอาจดำรงชีวิตในแถบทุรกันดารห่างไกลผู้คน
มีหลักฐานอีกอันหนึ่งที่น่าจะเกี่ยวของกับบาบูนน้ำคือ ที่เพิงผาใกล้ๆ เขตวาร์เดนในแคว้นโอเรนจ์ฟรีสเดต มีภาพเขียนโบราณของชาวบุชแมน เป็นรูปการต่อสู้ระหว่างพวกบุชแมนที่มีรูปร่างเล็กแต่มีอาวุธกับคนตัวโตแต่ปราศจากอาวุธ ซึ่งภาพนี้บ่งบอกได้สองอย่างคือ มีมนุษย์วานรในสมัยดึกดำบรรพ์และอยู่ถึงที่นั้นจนถึงทุกวันนี้ และอีกอย่างคือเป็นรูปอุปมาหมายถึงคนปละ
ตามถ้ำทางแถบเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของอาฟริกาไม่ไกลจากย่านที่ลือกันเรื่องบาบูนน้ำนั้น โดยเฉพาะที่สวาร์ตจการส์ และกรอมไดรใกล้ๆ เมืองครูเกอร์ดอร์ป และที่มากาปันสกัดในเขตวอเตอร์เบิร์ก ได้มีผู้พบเห็นโครงกระดูกมนุษย์วานรออสสตราโลปิเธคัส และมนุษย์ดึกดำบรรพ์โฮโมฮาบิลิส ถ้านำเรื่องนี้มาพิจารณาร่วมกับภาพเขียนของบุชแมนแล้วก็ชวนให้คิดว่า บางทีในอดีตที่นั่นบุชแมนอาจเคยอยู่ร่วมกับมนุษย์วานรเหล่านี้มาก่อน

Credit : Cammy@dek-d.com

ซีลาแคนธ์ (Coelacanth)

ซีลาแคนธ์ (Coelacanth)


ปลาซีลาแคนธ์หรือซีลาคานท์หรือซีลาขันธ์ ถือเป็นสิ่งที่พิเศษที่สุดและถือว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของนักสัตว์ลึกลับวิทยาก็ได้ครับ ที่ทำให้โลกนี้ได้รู้ว่าวิชานี้มันก็สำคัญน่ะจ๊ะบอกให้
ครั้งหนึ่งปลาซีลาแคนธ์เคยมีอยู่อย่างมากกมาย และหลากหลายสายพันธุ์ แต่พวกมันไม่ได้มีชีวิตรอดมาจนถึงปัจจุบันได้ทั้งหมด โดยสูญพันธุ์ไปตั้งแต่เมื่อ สิ้นยุค Cretaceous เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่ออย่างนั้น
แต่แล้วการค้นพบมันในปี พ.ศ. 2481 ถือได้ว่าเป็นการฉีกหน้านักวิทยาศาสตร์เต็มๆ

ซีลาแคนธ์มีรายงานการค้นพบอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2481 ครั้งนั้นถูกจับได้ที่ปากแม่น้ำ Chalumna ทางชายฝั่งตะวันออกของแอฟริกาใต้ โดยกลาสีเรือชาวสก็อตแลนด์โดย กัปตันเฮนดริค กูเซ่น (Capt. Hendric Goosen) และลูกเรือ พวกเขาคิดว่าปลาที่จับได้นี้แปลกประหลาดมาก และได้นำปลาที่จับได้ มายังท่าเรือของเมือง East London ในประเทศแอฟริกาใต้ แล้วแจ้งไปยังพิพิธพันธ์ท้องถิ่นในเมืองเล็กๆในแอฟริกาใต้ และเมื่อ ลาติเมอร์ Courtney-Latimer นักอารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ที่นั่นได้เห็นปลารูปร่างประหลาด ได้แจ้งไปยังศาสตราจารย์ จี.แอล.บี สมิธ J.L.B Smith ผู้เชี่ยวชาญ เรื่องปลาแห่งมหาวิทยาลัยโรเดส ในประเทศแอฟริกาใต้ แล้วแจ้งไปยัง Courtney ให้เก็บรักษาตัวอย่างปลานี้ไว้ แต่ว่าข้อความนั้นมาช้าไปทำให้อวัยวะภายในของปลาซีลาแคนธ์นั้นเริ่มเน่าเสียเสียก่อน และแล้วสมิทก็ได้ออกแถลงการให้โลกรู้ว่า ปลาสีน้ำเงิน ความยาวเกือบสองเมตร นั่นคือปลาปลาซีลาแคนธ์ ที่มันเคยมีชีวิตอยู่เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน สมิธจึงได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของ ปลาบรรพบุรุษของมัน ตัวนี้ว่า Latimeria chalumlae เพื่อเป็นเกียรติแด่ นางลาติเมอร์ และตำแหน่งที่ค้นพบ คือบริเวณปากแม่น้ำ Chalumnae
มีตัวแรกก็มีตัวที่สอง ตัวที่สองนั้นถูกจับได้โดยกลาสีเรือชื่อ อาเหม็ด ฮูเซียน ในบริเวณ Comores Archipelago ที่อยู่ใกล้เกาะมาดากัสกา ในอีก 14 ปีต่อมา และฮูเซียนก็ได้รับเงินรางวัล 50,000 ฟรังก์ ในฐานะที่จับปลาดึกดำบรรพ์ได้
และแล้วปัญหาการอ้างกรรมสิทธิ์ของปลาที่จับได้ก็เกิดขึ้น ระหว่าง สมิธ กับรัฐบาลฝรั่งเศส เพราะว่าปลาที่ถูกจับได้อยู่ในบริเวณน่านน้ำของเกาะมาดากัสกา ซึ่งอยู่ในความปกครองของฝรั่งเศส แต่สมิธเป็นนักชีววิทยา คนแรกที่รู้จักปลาชนิดนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสจึงตัดสินใจว่า หาก สมิธ สามารถเดินทางมารับซากปลาได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง เขาจะได้เป็นเจ้าของซากปลาตัวนั้น แต่ สมิธ นั้นอยู่ห่างจากฝรั่งเศสถึง 2,400 กิโลเมตร
แต่ถึงกระนั้นระยะทาง 2,400 กิโลเมตรก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะว่า สมิธได้ขอร้องให้ นายกรัฐมนตรีของแอฟริกาใต้ให้จัดเครื่องบินของกองทัพอากาศ ไปรับซากปลาภายในเวลา 24 ชั่วโมง
สมิธ ได้บินไปรับซากปลาที่เขารอคอย นานถึง 14 ปี ได้ทันเวลา และข่าวการพบปลาซีลาคานท์ ตัวที่สอง ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก และโลกก็ประจักว่าทะเล Comores Archipelago คือถิ่นที่อยู่อาศัยของฝูงปลาซีลาแคนธ์
เพราะปลาชนิดนี้ตัวที่ 3 นั้น ถูกจับได้ในอีก 1 ปี ต่อมา.
พวกชาวเกาะ Comoran รู้จักปลาชนิดนี้ในนามของปลา Gombessa และทุกๆครั้งที่คนเหล่านี้จับปลาซีลาคานท์ได้ เขาจะปล่อยมันกลับลงทะเล เพราะเนื้อมันกินไม่ได้ ( ในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ชาวประมงจับปลาซีลาคานท์ได้โดยบังเอิญ 3-12 ตัว

นอกจากนี้ซีลาแคนธ์ยังพบในอินโดนีเซียเพียงแต่มีลักษณะแปลกกว่าของอาฟริกานิดหน่อย
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 1998 ปลาซีลาแคนธ์ได้ถูกจับขึ้นอีกครั้งหนึ่งในตาข่ายดักฉลามบริเวณทะเลลึก โดยชาวประมงท้องถิ่นห่างจากเกาะภูเขาไฟของ Manado Tua ทางเหนือของ สุลาเวสี อินโดนีเซีย ซึ่งที่ที่พบนี้อยู่ทางตะวันออกของ มหาสมุทรอินเดียตะวันตกไปประมาณ 10,000 กม.ชาวประมงนำปลาที่จับได้นี้ไปให้ Arnaz Menta Erdmann เมื่อพวกเขาได้ปลาซีลาแคนธ์จากสุลาเวซี เมื่อนำมาเทียบกับหลักฐานที่มีก็พบว่า ปลาซีลาแคนธ์แห่งเกาะสุลาเวสีนี้แตกต่างกับปลาซีลาแคนธ์ที่พบที่เกาะ Comoros ซึ่งจุดแตกต่างที่เห็นได้ชัดก็คือสี ปลาซีลาแคนธ์ที่ Comoros นั้นจะมีสีน้ำเงิน ส่วนซีลาแคนธ์ที่เกาะสุลาเวสี นี้มีสีน้ำตาล และในปี 1999 ปลาซีลาแคนธ์แห่งสุลาเวสี ถูกบรรยายว่าเป็นปลาซีลาแคนธ์ชนิดใหม่ โดยมีชื่อว่า Latimeria menadoensis จากการพบซีลาแคนธ์ชนิดใหม่นี้ ได้จุดประกายความเป็นไปได้ว่า ปลาซีลาแคนธ์อาจจะมีการแพร่กระจายที่กว้าง และมีจำนวนมากกว่าที่ได้เคยสันนิษฐานกันไว้เมื่อก่อน

ปลาซีลาแคนธ์เป็นสัตว์เพียงไม่กี่ชนิด ที่รูปร่างของมันแทบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยในระยะเวลานับหลายร้อยล้านปี รูปร่างของมันทุกวันนี้เหมือนกับเมื่อ 140 ล้านปีก่อนทุกประการ
ปลาซีลาแคนธ์ จัดได้ว่าเป็นญาติกับ Eusthenopteron ซึ่งเป็นปลาในยุคเริ่มแรกที่มีขา และเริ่มที่จะวิวัฒนาการมาเป็นพวกสัตว์บก แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้เสนอแนวคิดใหม่ที่ว่า Icthyostega Panderirchthyes และ Acanthotega เป็นบรรพบุรุษของ Tetrapod (สัตว์ 4 เท้า เช่นพวก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ, สัตว์เลื้อยคลาน, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมถึงมนุษย์ด้วย) แต่แนวคิดนี้ก็ยังมีข้อโต้แย้งอยู่ว่า ปลาซีลาแคนธ์ มีความใกล้ชิด และ เกี่ยวข้องกับปลา Rhipidistai มากกว่า Tetrapod สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ อีกทั้งยังมีปลาอีกชนิดหนึ่งที่เป็นปลาดึกดำบรรพ์ด้วยเช่นกันที่มีความเกี่ยวข้องกับ Tetrapod มากกว่าปลาซีลาแคนธ์ ซึ่งก็คือปลาปอด (Lung fish) ซึ่งยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบันอยู่ 3 สกุล
ฟอสซิลปลาซีลาแคนธ์ดึกดำบรรพ์ สามารถพบได้ในทุกทวีปยกเว้นทวีป Antarctica
ในช่วง 200 ล้านปีก่อน พวกนั้นมีกันมากกว่า 30 ชนิด ที่อาศัยอยู่ในช่วงเวลานั้น ถือว่าเป็นยุคทองของปลาซีลาแคนธ์เลยก็ว่าได้ มีอยู่ 3 ชนิดจากทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในน้ำจืด โดยมีอยู่ 2 ชนิดที่ไม่นับรวมเป็นปลาซีลาแคนธ์โบราณเนื่องจากว่า ทั้ง 2 ชนิดนี้มีขนาดค่อนข้างเล็ก น้อยตัวที่จะมีขนาดใหญ่กว่า 55 ซม. ส่วนปลาซีลาแคนธ์ที่พบในยุคปัจจุบันยาวได้ร่วม 6 ฟุต (1.8 เมตร) และมีน้ำหนักถึง 150 ปอนด์ หรือมากกว่านั้น (ยักษ์ใหญ่แห่งโมแซมบิค ตัวอย่างที่จับได้ตัวนี้เป็นตัวเมียที่มีขนาดใหญ่มากมีขนาดถึง 1.8 เมตร และหนังถึง 95 กิโลกรัม) โดยทั่วไปแล้วปลาซีลาแคนธ์จะมีขนาดเล็กกว่านี้ โดยเฉพาะตัวผู้มีขนาดเฉลี่ยอยู่ที่ 1.65 เมตร
ในช่วงเริ่มต้นของยุค Devonian ปลาซีลาแคนธ์ยุคนั้นยังเป็นปลากระดูกอ่อน ซึ่งภายในกระดูกสันหลังประกอบด้วยท่อที่เป็นกระดูกอ่อนที่บรรจุของเหลวอยู่ภายใน ซึ่งสามารถโค้งงอได้ Hollow fin spine ซึ่งพบในฟอสซิลเป็นที่มาของชื่อ ซีลาแคนธ์ (Coelacanth) ซึ่งมีความหมายในภาษากรีกว่า Hollow spine ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างจาการที่ไม่มีขากรรไกร มาเป็น มีเหงือกหลักแบบบานพับ และมีกะโหลกที่แข็งแรง (ปลาในสมัยก่อนหน้านี้ กระดูกจะหุ้มส่วนหัวอยู่ภายนอก จนดูเหมือนใส่เกราะ เพื่อป้องกันส่วนหัวไม่ให้ได้รับอันตราย) ฟันถูกจัดวางบริเวณสันของขากรรไกรล่าง และฟันบนอยู่บริเวณเพดานปาก (ถือได้ว่าเป็นขากรรไกรแท้จริง) สมองมีขนาดเล็กอยู่ภายในกะโหลกแข็ง กระดูกพับบริเวณส่วนกลางช่วยขยายขนาดของปาก เพื่อใช้ในการกินอาหาร (ลักษณะเช่นนี้พบได้ในสัตว์จำพวกกบ) ตาได้ถูกพัฒนาให้ดีขึ้น โดยมีเซลล์สะท้อนแสงที่เรียกว่า tapila เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการมองในที่มืด, (Chamber heart pump blood)ห้องของหัวใจเป็นต้นแบบของมนุษย์ยุคปัจจุบัน บริเวณจมูกมีรอยเว้า 3 รอยแต่ละข้าง ซึ่งช่องนี้จะเรียกว่า Rostal Organ ภายในเต็มไปด้วยเจล อวัยวะส่วนนี้จะทำหน้าที่เป็นเครื่องรับกระแสไฟฟ้า (Electro receptor) เพื่อใช้ในการหาตำแหน่งของเหยื่อ, เส้นข้างลำตัวที่รับแรงสั่นสะเทือนจะพัฒนาไปเป็นส่วนรับสัมผัส (Ploximity) ในปลาชนิดอื่นๆ ซึ่งใช้ตรวจสอบสภาพแวดล้อมที่พวกมันอาศัยอยู่ จังไม่เป็นที่สงสัยเลยว่ามันจะมีประโยชน์แค่ไหนเมื่อพวกมันว่ายผ่านเข้าไปยังถ้ำใต้ทะเล
ปลาซีลาแคนธ์มีครีบหลัง 2 คู่ และยังมีครีบอีกอีก 1 ครีบบริเวณช่วงข้อต่อของส่วนหาง โดยครีบ 2 คู่แรกจะอยู่ตรงครีบอก และครีบตรงเชิงกราน ครีบเหล่านี้จะเป็นลักษณะพูเนื้อมีกระดูกเป็นแกนอยู่ภายในคล้ายกับ Eusthenopteron ซึ่งต่อมาจะพัฒนาไปเป็นแขนและขา ในพวกสัตว์บก อย่างไรก็ตามปลาซีลาแคนธ์ยังไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่จะใช้ในการเดินใต้พื้นทะเล. ครีบอกและครีบบริเวณเชิงกราน จะเป็นรูปแบบ pre-adaption (รูปแบบดั้งเดิมก่อนจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอวัยวะที่ใช้เคลื่อนไหวบนบก). การใช้ประโยชน์ครีบเหล่านี้ในน้ำนั้นนอกจากจะใช้เดินใต้พื้นทะเลแล้ว ยังใช้ในการคอยรักษาความนิ่ง ความสมดุล แต่ในญาติของปลาซีลาแคนธ์ Eusthenopteron จะทำหน้าที่เหมือนเป็นขาทั้ง 4 ข้างเพื่อใช้ในการเดิน
เกล็ดของปลาซีลาแคนธ์มีความหนาและเป็นเส้นโดยวางตัวในลักษณะฟันปลาเรียงกันแน่น, การแยกปลาซีลาแคนธ์ออกจากปลาชนิดอื่นทำได้ง่ายเนื่องจากว่า ลักษณะหางของปลาซีลาแคนธ์จะมีลักษณะเป็น 3 พู
ปลาซีลาแคนธ์นั้นสามารถกินปลาได้แทบทุกชนิดที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นทะเลไม่ว่าจะเป็น ปลาหมึกทุกชนิด, ปลาไหลใต้ทะเลลึก และปลาทั่วๆไปที่พบได้ในบริเวณ แนวหินใต้ทะเลลึก ส่วนสีสันของปลาซีลาแคนธ์นั้นจะเป็นสีน้ำเงิน มีจุดสีขาวกระจายตามลำตัว และยังมีอีกชนิดที่รูปร่างคล้ายกันแต่ต่างกันตรงที่พื้นสีที่จะเป็นสีน้ำตาลแทนที่จะเป็นสีน้ำเงิน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าความมีลักษณะเฉพาะตัวของซีลาแคนธ์ ทำให้มันมีชีวิตได้ยืนยาวกว่า 60 ปี
ปลาซีลาแคนธ์ นั้นชอบอาศัยอยู่ในน้ำลึก ตั้งแต่ 150-300 เมตร และสามารถว่ายน้ำถอยหลังได้ และว่ายน้ำแบบหงายท้องก็ได้ นอกจากนี้มันชอบอาศัยอยู่ในถ้ำใต้น้ำ และพักผ่อนในตอนกลางวัน

นอกจากนี้ซีลาแคนธ์ นั้นไม่ชอบอพยพไปอยู่ที่อื่นเพราะเครื่องส่งสัญญาณที่ติดตามตัวปลาแสดงให้เห็นว่าปลาซีลาแคนธ์ ไม่ชอบว่ายน้ำไปไกลจากถิ่นที่อาศัยอยู่มากนัก การที่จำนวนมันลดลงก็เท่ากับว่ามันตายไปแล้วและสาเหตุสำคัญอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มันสูญพันธุ์ได้ง่ายก็เพราะว่าวิธีการสืบพันธุ์ของมัน ตัวเมียตามปกติจะอุ้มท้องที่มีไข่ ซึ่งถูกผสมพันธุ์แล้วประมาณ 20 ใบ มันจะไม่วางไข่ แต่จะใช้เวลานานถึง 13 เดือน ในการฟักไข่ และไข่ที่ถูกฟักเป็นตัวมีจำนวนประมาณ 5 ฟอง และทันทีที่ลูกปลาออกจากไข่มันจะกินพี่น้องตัวที่อ่อนแอที่สุด ดังนั้นการที่เราจับปลาซีลาคานท์ตัวเมียได้เปรียบเสมือนการฆ่ามันทั้งตระกูลเชียวล่ะ

ปัจจุบันซีลาแคนธ์ถูกจัดอยู่ในสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะถิ่นที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นถูกคุกคามจากการจับทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจซึ่งเมื่อถูกจับขึ้นมา จะถูกทิ้งไว้ทิ้งบริเวณผิวน้ำซึ่งปลาไม่สามารถกลับลงไปในระดับเดิมได้และตายลงในที่สุด อีกทั้งเชื่อว่าของเหลวในแกนสันหลังของปลาทำยาอายุวัฒนะได้ จึงถูกสั่งซื้อโดยประเทศจีน ไต้หวัน ปลามีราคาสูงถึง 500-2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในตลาดจีน และ ไต้หวัน
คาดว่าประชากรซีลาแคนธ์ที่เกาะ Grand Comoro มีจำนวนไม่ถึง 100 ตัว
แต่อย่างไรก็ตามได้ซีลาแคนธ์ ถูกบรรจุอยู่ในบัญชี CITES อีกทั้งสมาคมนักอนุรักษ์ทั้งหลายก็พยายามอนุรักษ์ ปลาดึกดำบรรพ์นี้โดยขอร้องให้รัฐบาล Comoran ออกกฎหมายห้ามชาวประมงจับปลาน้ำลึกและให้ธนาคารโลกสนับสนุนโครงการติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายภาพใต้น้ำระยะไกลเพื่อจับภาพตามถ้ำที่ปลาซีลาแคนธ์ อาศัยอยู่เป็นวีดีโอสดๆให้นักท่องเที่ยวและนักวิทยาศาสตร์ได้ชมกันแทนที่จะไปดำด๔ตัวเป็นๆ?
แต่ถึงแม้จะได้รับความคุ้มครองเพียงใด ซีลาแคนธ์ นั้น ก็ลดจำนวนเหลือน้อยลงไปทุกที สาเหตุเพราะ การลักลอบฆ่ามันเพื่อแลกกับเงิน 10,000-50,000 บาท ในขณะที่รายได้ต่อปีของประชากรชาว Comoran เพียง 10,000 บาทต่อปีเท่านั้น และการที่ชาวเกาะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นก็ทำให้การลักลอบจับซีลาแคนธ์ มีมากขึ้นตามไปด้วย

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าปลาซีลาแคนธ์คงจะดำเนินชีวิตอยู่ในท้องทะเลไปอีกนานแสนนานน่ะ......





Credit : Cammy@dek-d.com

ซูชิโนโกะ (Tsuchinoko)

ซูชิโนโกะ


หลายประเทศมีสัตว์ลึกลับมากมายที่เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวใช่เปล่าครับ ที่สก็อตแลนด์มีเนสสี เนปาลมีเยติ อเมริกามีบิ๊กฟุต ฯลฯ
ญี่ปุ่นก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เพราะเขามีงูประหลาดอย่าง ซูซิโนโกะ เช่นกัน...
ซูซิโนโกะหรือสึจิโนโกะ (「ツチノコ」, Tsuchinoko, ツチノコ) เป็นงู แต่ไม่เหมือนงูธรรมดา ตามคำบอกเล่าของผู้พบเห็นมันมี ลำตัวมันอ้วนสั้น ท้องแบน สันหลังสูง เมื่อมองดูจากข้างหน้าจะเห็นรูปตัดของลำตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายๆ กับแท่งช็อกโกแลตยี่ห้อเบลอโรน ลักษณะเด่นๆ ของมันอีกอย่างคือเหนือนัยน์ตาดวงเล็กๆ ของมันมีปุ่มกระดูกยื่นออกมาทำให้ดูเหมือนมีเขาเล็กๆ อยู่บนหัว และมีรูบุ๋มลึกอยู่บนใบหน้าด้วย คอของมันคอดกิ่วแยกส่วนหัวและลำตัวออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่มีขา ความยาวประมาณ 30 ถึง 80 เซนติเมตร มีลวดลายคล้ายงู แต่มีปลายหางแหลมยาวออกมา เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว บ้างก็กล่าวว่าสามารถกระโดดได้ไกลหลายเมตรด้วย บ้างก็บอกว่ามันร้องเสียงว่า " จี่ " บ้างก็กล่าวว่าเคยเห็นมันงับหางตัวเองแล้วเคลื่อนที่ไปข้าง ๆ เหมือนท่อนไม้กลิ้ง หลักฐานแรกที่มีการกล่าวถึงสึจิโนโกะ สามารถย้อนกลับไปไกลถึงได้ 10,000 ปีก่อน ในยุคโจมง (Jōmon Period) (10,000 - 300 ปีก่อนคริสตศักราช) มีวัตถุที่คล้ายสึจิโนโกะ ในยุคเอโดะ ในสารานุกรมเล่มแรกของญี่ปุ่นก็ได้มีการกล่าวถึงสึจิโนโกะด้วย โดยเรียกว่า เยตสุ เฮบิ (yatsui hebi)
นอกจากนี้ ซูซิโนโกะ ได้ถูกอ้างอิงถึงในวัฒนธรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่นหลายอย่าง เช่น ในการ์ตูน โดราเอมอน มีอยู่ตอนหนึ่งใช้ชื่อว่า ค้นพบ สึจิโนโกะ (หรือตอน เจองูดิน! ในเล่มที่ 9 ของเนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์) ในเนื้อเรื่องกล่าวถึง โนบิตะที่ต้องการจะเป็นผู้ที่มีชื่อจารึกไว้ในสารานุกรมบุคคลสำคัญของโลก จึงขึ้นเครื่องไทม์ แมชชีน ไปพร้อมกับโดราเอมอนเพื่อหาซื้อ สึจิโนโกะ ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมในโลกอนาคต มาอวดคนในยุคปัจจุบันว่า ตนเป็นผู้ค้นพบสึจิโนโกะ แต่ปรากฏว่าเมื่อนำกลับมาแล้ว สึจิโนโกะได้หนีหายไป ท้ายที่สุดปรากฏว่า ไจแอนท์เป็นผู้ค้นพบสึจิโนโกะไป
หลายต่อหลายเมืองในญี่ปุ่นได้ใช้ซูซิโนโกะเป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเที่ยวเมืองของตัวเอง โดยตั้งรางวัลก้อนใหญ่จับมันไว้ด้วย อย่างเช่นปี 1992 หมู่บ้านชิกูซ่า เสนอรางวัลสูงกว่า 200 ล้านเยน สำหรับผู้จับซูซิโนโกะตัวเป็นๆ มาแสดงได้ หรือ 100 ล้านเย็น ถ้ามันตายแล้ว แต่ก็ไร้ผลจนบัดนี้ก็ไม่มีใครสามารถคว้ารางวัลได้
เดือนสิงหาคม ปี 2000 สื่อมวลชนญี่ปุ่นได้เสนอข่าวว่ามีการพบเจอตัวซึซิโนโกะที่เมืองโยชิอิ เมืองเล็กๆ ที่อยู่ตอนกลางของจังหวัดโอคายามา
ตามข่าวในหนังสือพิมพ์ไมนิชิ ชิมบุน เรื่องเกิดขึ้นเมื่อ 1 พฤษภาคม เช้าวันนั้นชาวนาคนหนึ่งออกไปตัดหญ้า ได้แลเห็นสัตว์อะไรบางอย่างเขาอิบายว่า สัตว์ตัวนั้นรูปร่างคล้ายงู ใบหน้าเหมือนโดเรมอน แมวการ์ตูนในทีวี(??) มันกำลังเลื้อยข้ามทุ่งนา เขาจึงหวดมันด้วยเคียวดายหญ้าแต่งูหลบทันและเลื้อยหลบลงลำธารใกล้ๆ แล้วหนีไปได้ แต่ถึงอย่างไรมันก็ได้บาดแผลบาดเจ็บฉกรรจ์
25 พฤษภาคม ฮิเดโกะ ตากาฮิชิ แม่เฒ่าวัย 72 ได้พบงูนอนตายอยู่ข้างลำธาร แม่เฒ่าเลยนำมันไปฝัง เธออธิบายลักษณะให้แก่นักข่าวว่า “มันมีใบหน้ากลม ดูน่ารัก เห็นชัดว่ามันไม่ใช้งู เพราะฉันเคยเห็นพวกมันก่อนหน้านี้เหมือนกัน มันรอง จิ๊บๆ”
เมื่อทางเทศบาลเมืองโยชิอิทราบ เรื่อง จึงส่งเจ้าหน้าที่มาสอบสวนไปที่ฝังเจ้างซูซิโนโกะเอาไว้ และขุดซากไปตรวจสอบ
มาถึงตอนนี้โรคคลั่งซูซิโนโกะเริ่มกระจายไปเที่ยวเมืองโยชิอิ จนนายกเทศมนตรีต้องประกาศว่า เขาจะเสนอเงิน 20 ล้านเยน แก่ใครก็ได้ที่จับเจ้างูนี้มาให้เขาเป็นๆ แถมยังสัญญาอีกถ้าปีนี้จับไม่ได้รางวัลจะเพิ่มขึ้นอีกปีปีละล้านเย็น จนกว่าสิ้นสุดเมื่อมีใครจับมาให้เขา
เมื่อข่าวนี้แพร่ไป เมืองโยชิอิก็กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวทันที เจ้าญี่ปุ่นที่อยากรวยทางลัดเริ่มเข้าเมืองนี้และอยู่เมืองนี้หลายเดือน แม้จะไม่พบหรือจับไม่ได้ ก็มีไวน์ตราซูซิโนโกะปลอบใจ หรือไม่ก็มีขนมโก๋ตราซูซิโนโกะ ของเล่นตราซูซิโนโกะอื่นๆ สุดแล้วแต่พวกพ่อค้าคิดทำขึ้นมา
ทางเทศบาลเองก็มิได้วางเฉย เขาส่งคณะค้นหาออกไปหาซูซิโนโกะด้วย ออกตระเวนค้นหาตามป่าเขารอบๆ เมือง และออกไปสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยพบเห็นมันเป็นการเก็บข้อมูลด้วย
มีรายหนึ่งให้ข้อมูลน่าสนใจ มิตซูโกะ อาริม่า อายุ 82 ปี เธออ้างว่าเห็นตัวมันในเช้าวันที่ 15 มิถุนายน เธอออกไปอาบน้ำที่แม่น้ำ และได้เห็นตัวอะไรบางอย่าง “ฉันประหลาดใจมาก มันมองมาหทางฉัน ฉันชี้ไปที่มัน ถามว่า เจ้าเป็นใคร?? เจ้าเป็นใคร?? มันไม่ตอบฉัน แต่จ้องเขม็ง มันมีใบหน้ากลม ฉันยังจำลูกตามันได้จนถึงเดี๋ยวนี้...”
พอตกถึงเดือนกันยายน ข่าวการตามล่าซูชิโนโกะเริ่มจางหายไป แถมมีรายงานล่าสุดว่าซากงูที่นำไปตรวจสอบเป็นแค่ “งูชนิดหนึ่ง” ไม่ใช้สัตว์แปลกประหลาดอย่างใด
และแล้วสื่อมวลชนก็เงียบไปเลย.......

คราวนี้มาถึงการวิเคราะห์ของนักสัตว์ลึกลับวิทยาบ้าง ซึ่งจากการวิเคระห์แล้วซูชิโนโกะน่าจะเป็นงูสาบเสือ (tiger water snake : Rhabdophis tigrinus) เป็นงูน้ำจืดของญี่ปุ่น มีพิษ มันอาจจะเป็นซูซิโนโกะก็ได้เพียงแต่ว่ามันตัวเล็กกว่ามันแค่นั้นเอง และมีลักษณะแตกต่างจากซูซิโนโกะที่ลำตัวอ้วนสั้น ลำตัวสามเหลี่ยม ท้องแบน และนัยน์ตาเล็ก
หรืออีกกรณีหนึ่งซูซิโนโกะอาจเป็น งูกะปะ หรือ pit viper หรือภาษาวิชาการว่า Agkristrodon halys เพราะมันมีรอยบุ๋มบนใบหน้า ซึ่งเป็นลักษณะจำเฉพาะของงูกะปะใช้รับคลืนรังสิความร้อน มันออกหากินเวลากลางคืน
นอกจากนี้ก็มีการวิเคราะห์ว่าซูซิโนโกะมีรูปร่างคล้ายกิ้งก่าจำพวกหนึ่งที่เรียกว่า กิ้งก่าลิ้นสีน้ำเงิน (blue-tongued lizard) หรือ กิล่ามอนสเตอร์ (Gila Monster) ที่พบในทะเลทรายทวีปอเมริกาเหนือ เป็นต้น ซึ่งถ้าสึจิโนโกะมีจริง อาจเป็นไปได้ว่าเป็นสัตว์จำพวกนี้ก็ได้ในขณะที่บางคนเชื่อว่า แท้ที่จริงแล้วซูซิโนโกะก็คืองูที่กินอาหารชิ้นใหญ่กว่าลำตัวเข้าไป ทำให้ลำตัวป่องออก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า การอ้างว่าพบเห็น ซูซิโนโกะมีอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น

ผลสุดท้ายก็ไม่สามารถตอบได้ว่าซูซิโนโกะมันคืออะไรกันแน่ คงต้องติดตามต่อไปอีก....

ร็อดซ์ (Rods)

Rods
Flying Rods หรือ Sky Fishes




ร็อด หรือ ร็อดส์ หรือ ร็อดซ์ (ผมขอเรียกมันว่า ร็อดซ์น่ะครับ) สิ่งมีชีวิตประหลาด ที่ยังไม่มีการยืนยันว่ามีจริงหรือไม่ คืออะไร แต่เชื่อว่าคือ แมลง ที่มักจะปรากฎตัวตามสถานที่ต่าง ๆ และสามารถจับภาพได้ด้วยกล้องที่มีความเร็วสูง และเชื่อว่าหลังที่มันปรากฎตัวแล้ว สถานที่นั้น ๆ จะพบกับเหตุวิบัติต่าง ๆ เสมือนหนึ่งว่า ร็อดซ์ ได้มาเตือนให้ทราบล่วงหน้าก่อน
ร็อดซ์เป็นที่รู้จักเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994) ที่มิดเวย์ในรัฐนิวเม็กซิโก ช่างตัดต่อฟิลม์ชื่อโฮเซ่ เอสคามิลล่า (Jose Escamilla) ได้พบบางอย่างที่ปรากฏขึ้นในฟิลม์เมื่อทำการฉายด้วยสโลโมชั่นของนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่ได้ไปถ่ายรูปเมื่อตอนไปกระโดดร่มเล่นที่หน้าผาที่ทะเลทราย ในรัฐนิวเม็กซิโก บางอย่างที่ว่ามีลักษณะเป็นแท่งยาว ด้านข้างมีแผ่นครีบบางๆซึ่งโบกพัดไปมาด้วยความเร็วสูง โจเซ่จึงคิดว่ามันน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต เขาได้ทำการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับมันจนสามารถถ่ายภาพที่เกี่ยวข้องเก็บไว้ได้ถึง 500 ชั่วโมงและเรียกสิ่งมีชีวิตปริศนานี้ว่า Rods หรือFlying Rods ที่แปลว่าแท่งไม้บินนั่นเอง (แต่โดยทั่วไปแล้ว สิ่งมีชีวิตนี้ยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ แต่ละที่จึงเรียกชื่อไปต่างๆกัน ส่วน"สกายฟิช"เป็นชื่อเรียกที่แพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น) นอกจากนี้แล้วร็อดซ์ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น Roswell Rods, The Sky Diving, Flying Fish, Sky Fish เป็นต้น
ส่วนบุคคลแรกที่เป็นผู้ที่ทำให้โลกนี้รู้จักกับร็อดซ์ก็คือนาย Jose Escamilla ซึ่งได้นำเรื่องราวของร็อดซ์ไปออกรายการวิทยุ ArtBell (เป็นเจ้าของเว็บ Roswell Rods ด้วย) และจากนั้นต่อมาเรื่องราวของร็อดซ์ก็เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างเป็นการกว้างขวาง
จนกระทั้ง ปรากฏข่าวเรื่องพบเห็นรอดซ์ตามมาอีกอีกมายมาย ทั่วทุกมุมโลก อย่างไม่เคยมีมาก่อน....มีทั้งอเมริกา แคนาดา อังกฤษ หรือกระทั่งล่าสุดก็มีการพบร็อดซ์ที่แบกแดดด้วย
เมื่อดูจากภาพร็อดซ์มีรูปร่าง เป็นแท่งยาว มีปีกหรือครีบอยู่รอบลำตัว ขนาดเล็ก เฉลี่ยประมาณ 4 นิ้ว (แต่ก็มีบางข้อมูลนะครับที่บอกว่าร็อดซ์นั้นบางตัวอาจมีความยาวถึง 100 ฟุต)สีผิวค่อนข้างที่จะขาวหรือขาวใส โดยรูปร่างของร็อดซ์ก็มีการแบ่งแยกย่อยออกไปอีกครับ
· Centipede Rods (ร็อดตะขาบ)
· White Rods (ร็อดขาว)
· Spears Rods (ร็อดหอก)
นอกจากนี้รอดซ์มีความสามารถบินได้ด้วยความเร็วสูงถึง 270-300 กิโลเมตร/ชั่วโมง สามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งบนฟ้าและในน้ำ
สำหรับความเร็วขนาดนี้ แน่นอนตาคนธรรมดามองไม่เห็นหรือมองตามไม่ทันแน่นอน

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีปัญหายอดฮิตที่มีการพูดถึงเจ้าร็อดซ์มากมายนับไม่ถ้วน โดยหลักๆ ก็มี...

1. ร็อดซ์มีความเร็วในการเคลื่อนที่สูงมาก ประมาณ 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่าที่ทราบและจากรูปถ่าย ความสามารถในการเคลื่อนที่หรือบินได้อย่างรวดเร็วนั้นน่าจะมาจากการกระพือปีกหรือครีบ แน่นอนว่าย่อมต้องการพลังงานในการเคลื่อนที่สูงตามไปด้วย (Input Energy = Output Energy + Lost Energy) ปัญหาที่สำคัญคือมันกินอะไรเป็นอาหาร ? แล้วกินยังไงในเมื่อมันแทบจะไม่ได้หยุดนิ่งหรือหยุดอยู่เฉยๆ เลย ?
2. ทำไมเราไม่เคยมีการค้นพบซากของร็อดซ์เมื่อเวลามันตายแล้ว ? ในเมื่อมันมีอยู่ทั่วไป และก็ค่อนข้างที่จะเยอะแยะอยู่ แต่ทำไมไม่มีคนพบตัวมันเวลามันตายแล้วล่ะ หรือว่าพอมันตายแล้วจะย่อยสลายตัวเลย แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้มากเท่าไหร่
3. เวลาที่ร็อดซ์บินนั้นมันไม่ชนถูกอะไรเลยหรือ ? ลองพิจารณาจากความเร็วสูงขนาดนั้นในการบินของมัน การที่มันจะบินชนอะไรสักอย่างนี่ โอกาสมีสูงมากๆๆ ทีเดียว แล้วทีนี้ร็อดซ์ทำยังไงล่ะที่ให้ตัวมันไม่บินไปชนกับอะไรเลย ควบคุมทิศทางยังไง ? ใช้เรดาร์หรือโซนาร์แบบค้างคาวหรือ ? ก็ไม่น่าจะใช่ ยิ่งบินเร็วเท่าไหร่ยิ่งควบคุมทิศทางในการบินได้ค่อนข้างยาก แต่เท่าที่ผมได้ดูวิดีโอบันทึกการบินและการเคลื่อนไหวของร็อดซ์นั้น ดูมันบินได้พริ้วดีทีเดียว แต่ลักษณะการบินค่อนข้างจะคล้ายแมลงจึงน่าจะชนอะไรสักอย่างบ้างน่า
4. ปัญหาในด้านการสืบพันธุ์ แล้วมันจะสืบพันธุ์กันยังไงหว่า ในเมื่อบินซะเร็วขนาดนั้น หรือว่าอาจจะมีเวลาสำหรับสืบพันธุ์โดยเฉพาะ และรวมไปถึงรายละเอียดเรื่องของการนอนหรือหยุดบินของร็อดซ์อีกด้วยว่ามันทำยังไง

นอกจากนี้ยังมีการตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับร็อดส์มากมาย หลักๆ มีใจความดังต่อไปนี้

1. แมลงที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
ในปัจจุบัน มีแมลงที่ถูกค้นพบอย่างเป็นทางการแล้วกว่า 8 แสนชนิดซึ่งเป็นจำนวน 3 ใน 4 ของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ทีเดียว กล่าวกันว่าแมลงที่ยังไม่ถูกบันทึกมีอยู่ประมาณ 3 ล้านสายพันธุ์ซึ่งยังแตกแยกออกไปได้อีกหนึ่งล้านล้านล้านชนิด
คงไม่น่าแปลกหากร็อดซ์จะเป็นหนึ่งในแมลงที่ยังไม่ถูกค้นพบเหล่านั้น แต่อย่างไรก็ดี ยังเป็นที่กังขาอยู่ว่าหากร็อดซ์เป็นแมลงจริงก็น่าจะมีเสียงกระพือปีกถูกบันทึกมาในวีดีโอด้วย
นอกจากนี้โดยทั่วไปแมลงเวลากระพือปีกจะมีตั้งแต่ 2-1,500 ครั้ง/วินาที โดยขึ้นอยู่กับชนิดของแมลง ส่วนแมลงที่มีความเร็วในการบินสูงที่สุดก็คือแมลงปอ และความเร็วในการกระพือปีกมากกว่า 1,500 ครั้ง/วินาที และสามารถบินได้ประมาณ 50-60 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ส่วนของร็อดซ์ มันมีความสามารถในการบินเร็วประมาณ 270-300 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนความเร็วของการกระพือปีกหรือการเคลื่อนไหวของครีบข้างลำตัวโดยการสันนิษฐานก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 5,000-10,000 ครั้งหรือรอบ/วินาที โดยประมาณ เป็นตัวเลขมหาศาลมากอย่างไม่น่าเชื่อเลยว่าสิ่งมีชีวิตจะสามารถทำได้ถึงขนาดนี้ แบบว่าแมลงทั่วไปแพ้หลุดลุ่ย

2. ทฤษฎีนี้กล่าวว่าร็อดส์ไม่ได้เป็นแมลง
แต่เป็นสัตว์ตระกูลนกหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ทฤษฎีนี้ก็ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องเสียงปีกเช่นเดียวกับทฤษฎีแมลง
นอกจากนี้ถ้าร็อดซ์เป็นนก โดยทั่วไปนกจะกระพือปีกตั้งแต่ 5-200 ครั้ง/วินาที ขึ้นอยู่ชนิดอีกนั่นแหละครับ ส่วนนกที่บินได้เร็วที่สุดก็คือนกฮัมมิ่งเบิร็ด มีความเร็วในการกระพือปีกกว่า 200 ครั้ง/วินาที และบินได้เร็วประมาณ 50-55 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งบนโลกไม่มีนกชนิดไหนที่กระพือปีกเท่าร็อดซ์สักตัว

3. อะโนมาโลคาริส (Anomalocaris)
มีการตั้งสันนิษฐานว่าร็อดซ์น่าจะเป็นอะโนมาโลคาริสซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตในยุคแคมเบรียน (545 ล้านปีจนถึง 550 ล้านปีก่อน) หรือไม่
ครีบข้างลำตัวของร็อดซ์มีลักษณะคล้ายคลึงกับอะโนมาโลคาริสก็จริงอยู่ หากสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์นี้อาศัยอยู่ในน้ำ มันสามารถพุ่งตัวขึ้นมาเหนือน้ำได้ก็จริง แต่ก็เป็นเพียงการร่อน ไม่ใช่การบินเหมือนกับร็อดซ์ในวีดีโอ

4. สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว
มุขนี้เป็นของประจำพวกบ้าต่างดาว

5. ปรากฏการณ์ Motion Blur ของภาพ
เป็นทฤษฎีที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุดในการค้านที่เกี่ยวกับร็อดซ์ เป็นต้นว่าเวลาถ่ายรูปวัตถุที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง ภาพที่ออกมาจะปรากฏเส้นการเคลื่อนไหวของวัตถุนั้นในรูปด้วย (กรุณานึกภาพถ่ายของรถที่กำลังวิ่ง หรือถนนในตอนกลางคืน) มีการตั้งสันนิษฐานว่ารูปของร็อดซ์อาจจะเป็นรูปของวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่หากถูกถ่ายภาพออกมาโดยเกิดโมชั่นเบลอร์ทำให้เห็นเป็นร็อดซ์ได้

6. และๆ
ร็อดซ์ สัตว์เซลเดียวที่วิวัฒนาการมาอย่างยาวนานจากโลกยุคล้านปีจนกลายมาเป็นรูปร่างเช่นปัจจุบันนี้
ร็อดซ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รูปร่างเป็นอย่างนี้มานับตั้งแต่โลกยุคโบราณแล้ว และคงสภาพเดิมมาตลอด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปมากเท่าไหร่
ร็อดซ์เป็นปลาชนิดหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่ใต้ทะเลลึกแล้วขึ้นมาอาศัยอยู่บกด้วยเหตุผลบางประการ โดยจากสังเกตรูปร่างที่เหมาะจะเคลื่อนที่ไปในน้ำมากกว่าในอากาศ
แต่ถึงอย่างไร การที่ยังไม่มีผู้สามารถจับร็อดซ์ที่มีตัวตนอยู่จริงได้ จึงเป็นที่โต้เถียงกันจนทุกวันนี้ว่าร็อดซ์มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ เนื่องจากเรายังไม่มีทั้งหลักฐานที่ยืนยันว่าร็อดซ์มีจริง และหลักฐานที่ยืนยันว่าร็อดซ์ไม่มีจริงเช่นกัน สิ่งเหล่านี้เราต้องศึกษาและค้นคว้าต่อไป จนกว่าจะได้คำตอบที่เราพอใจครับ



Credit : Cammy@dek-d.com

สัตว์ร้ายแห่งเชโวดอง (The Beast of Gevaudan )



สัตว์ร้ายแห่งเชโวดอง (The Beast of Gevaudan )



เมื่อปี ค.ศ.1764 ที่เมืองเชโวดอง รัฐ Auvergne ซึ่งเป็นย่านภูเขาอยู่ในทางภาคกลางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส เวลานั้นเป็นช่วงที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ครองบัลลังก์อยู่พอดิบ พอดี
จู่ๆ ในเวลานั้นได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดที่โลก(ไม่)ตะลึงเกิดขึ้น มีสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้ว่ามันเป็นตัว อะไรกันแน่ ออกอาละวาดไล่ฆ่าผู้คนตายไปหลายราย ไม่มีใครรู้เลยว่าเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้มาจากที่ไหนเพราะจู่ๆ มันก็ปรากฏตัวขึ้นมาเหมือนออกจากนรกงั้นแหละ มันทำร้ายมนุษย์และจับสัตว์เลี้ยงไปกินมากมาย ทั้งยังฆ่าผู้คนในเมืองนั้นไปมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและสตรีที่อ่อนแอ
จากสถิติตามคำบอกเล่าเค้าว่าเจ้าอสูรร้ายตัวนี้ได้ปลิดชีพมนุษย์ไปมากกว่า 100 คน และบาดเจ็บอีกว่า 30 คน นับว่ามันน่ากลัวพอสมควรเลย
ส่วนจำนวนของ”สัตว์ร้าย” ตัวนี้มีจำนวนไม่แน่ชัดแต่คาดว่ามันน่าจะมีตัวเดียว และรูปร่างมันมีลักษณะตามคำบอกเล่าของผู้พบเห็น ไม่ตรงกันสักราย แต่ก็พอสรุปว่า

มันเหมือนหมาป่าตัวโตๆ เกือบเท่ากับวัว หัวโตมาก จมูกยาวแหลมและยื่น ขนสีเทา หูสั้นและฟันใหญ่ กรงเล็บขนาดใหญ่แหลมคมและหางยาว ดูเผินๆ แล้วมันก็ดูเหมือนป่าหมาตัวโตๆ ที่โตมาก แต่พิเศษที่ต่างจากหมาป่าทั่วไปคือ เจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้เดินได้ด้วย 2 ขาหลัง !! เหมือนมนุษย์ ไม่มีผิด เคยมีรายงานการพบเห็นที่ว่ามันเดิน 2 ขาและยกแกะไว้ได้ด้วยมือข้างนึง แสดงว่า พละกำลังของมันมีมากกว่าคน (อันหลังน่าจะโม้มากกว่า)
ส่วนมากรายงานการทำสัตว์ร้ายตัวนี้ทำร้ายผู้คนจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในป่าหรือไม่ก็ทางเดินผ่านระหว่างป่า ที่ ผู้ คนจำเป็นต้องใช้สัญจรไปมา(สมัยก่อนฝรั่งเศสยังเป็นป่าเขานี้) จนผู้คนหวาดกลัวไม่กล้าใช้ทางเดินที่ต้องผ่านป่าหรือแม้แต่เฉียดกรายเข้าไปใกล้
แน่นอนว่าจะต้องมีการล่าตัว “สัตว์ร้าย” นี้เกิดขึ้น โดยพรานจากทั่วทุกสารทิศต่างพากันมายังที่เมืองเชโวดอง เพื่อตามล่ามัน แต่ก็กลับบ้านด้วยมือเปล่าด้วยความผิดหวัง
อองตวน เดอ โบแตร์น (Antoine de Beauterne)เจ้ากรมพรานหลวงและคณะจึงขออาสาล่ามัน แต่ โห! กว่าจะได้ล่ามัน ต้องเดินทางไกลนับสิบกิโล ฝ่าภูมิประเทศที่แสนเลวร้าย อีกทั้งไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านกับเจ้าเมืองอีก จนกระทั้งเขาก็สามารถยิงสัตว์ที่คาดว่าเป็น “สัตว์ร้าย” ได้สำเร็จ ตัวมันทั้งใหญ่และยาวกว่า 1.80 เมตร และเอาซากศพนั้นไปถวายให้พระเจ้าหลุยส์ทอดพระเนตร

แต่แล้ว ธันวาคม 1765 ชาวบ้านที่นั้นก็ถูก “สัตว์ร้าย” กลับมาทำร้ายอีก คาดว่าตัวที่อองตวนฆ่าก่อนน่านั้นอาจไม่ใช้ “สัตว์ร้าย” ตัวจริง

ปี 1767 ชาวบ้านไม่ไว้ใจพวกราชสำนักอีกแล้ว จึงรวมตัวกันออกล่าเจ้า “สัตว์ร้าย” ตัวนั้น แต่กว่าจะล่ามันได้ ก็รอเป็นเดือนๆ จนกระทั้งวันที่ 19 มิถุนายน “สัตว์ร้าย” ได้โผล่มาใกล้ๆ ลา ซอญ โดแวร์ ใกล้ป่าเตนาเซอเยร นายพรานคนหนึ่งชื่อ ชอง ชาลเตล ที่กำลังอ่านหนังสือพระอยู่ เมื่อเห็นจึงจัดการเป่ามันด้วยปืนคาบสิลา ก่อนที่นำซาก “สัตว์ร้าย” ตัวนั้นไปยังปราสาทเจ้าเมือง ทำการสตั๊ฟและไปถวายพระเจ้าหลุยส์อีกเป็นครั้งที่สอง แต่คราวนี้ซากของมันเกิดการเน่าเพราะสตั๊ฟไว้ไม่ดี รูปร่างก็เปลี่ยนไปมาก พระเจ้าหลุยส์จึงไปฝังเสีย
เป็นอันไม่รู้เลยว่า มันใช่ สัตว์ร้ายแห่งเชโวดองจริงหรือไม่? อีกทั้งยังมีผู้คนที่สงสัยอีกว่าตัวที่นาย ชอง ชาลเตล ได้ฆ่าไปแล้วนั้นมันใช่เจ้าเชโวดองหรือเปล่า? เพราะจากรูปร่างลักษณะแล้วไม่ตรงกันกับผู้ที่เคยเห็นสัตว์ร้ายนี่มาก่อน พูดง่ายๆ ก็คือ มันต่างกันนั่นเอง
ไม่รู้ว่ามันคือ “สัตว์ร้าย” ตัวจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “เจ้าสัตว์ร้าย” ก็ไม่มาอาละวาดให้ผู้คนในเชโวดองอีกแล้ว ตลอดกาล..........

แต่.......................

เรื่องนี้ยังไม่จบ แม้เหตุร้ายจะผ่านไปนานนับศตวรรษแล้ว แต่พวกนักคติชาวบ้านศึกษา และนักสัตว์ลึกลับวิทยา ก็ยังศึกษาว่าแท้จริงแล้ว “สัตว์ร้าย” ตัวนี้มันเป็นตัวอะไรกันแน่ และแล้วข้อสันนิษฐานก็เกิดขึ้นแบบเถียงกันไม่รู้จบ

ตัวอย่าง
ปี 1765 นายเชร์แว ฟรัวซัวมาเญ นักล่าสัตว์แต่ใฝ่ศึกษา ได้รวบรวมข้อมูลและบันทึกไว้ สรุปเองว่า “มันน่าจะเป็นไฮยีน่าที่หลุดออกจากสวนสัตว์ของกัตริย์แห่งวาร์ดิเนีย” (ภายหลังพบว่าไม่มีสวนสัตว์ที่ว่านั้นที่เชโวดอง)
ปี 1936 อ าเบล เชวายี นักแต่งนิยายที่เคยเอาเรื่องสัตว์ร้ายเชโวดองไปแต่งนิยายโดยให้ซอง ชาลเตล เป็นพระเอก ให้ความเห็นว่ามันน่าจะเป็นไฮยีน่าโบราณ
เชล เมอร์เก นักคติชาวบ้านวิทยา บอกว่า “มันแค่หมาป่าธรรมดา แต่นิสัยแค่เหมือนไฮยีน่าแค่นี้แหละ)
ปี 1819 ฟรานซ์ ชูเลียง นักสตั๊ฟสัตว์ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติออกมาอ้างว่าเขาพบซาก “สัตว์ร้าย”ตัวนั้น และทำการตรวจสอบพบว่ามันคือ ไฮยีนาลาย (แต่ไม่มีรูปมายืนยัน)
นอกจากนิยาย สัตว์ร้ายแห่งชโวดอง นี้ได้กลายเป็นบทละครด้วย ในปี 1809 เนื้อเรื่องมีอยูว่าเสนาบดีกังฉินแห่งเชแวนสมคบคิดนายพลช่วยอยากหักหลังเจ้านายตน จึงปล่อยสัตว์ร้ายจากแดนไกลที่เชโวดอง เพื่อให้ชาวบ้านเข้าใจผิด และรุกขึ้นต่อต้านเจ้านายของนายพล

นอกจากนี้สัตว์ร้ายแห่งเชโวดองจะเป็นอนุสารณ์อีกน่ะครับ (ที่ไหนก็ไม่สิ)

ฯลฯ

แต่ก็นะครับ หลังจากนั้นเป็นต้นมาข่าวคราวและข่าวลือของเจ้าสัตว์ร้ายตัวนี้ก็ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา ทิ้งไว้แต่เรื่องเล่า ที่เป็นตำนานหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ของ เชโวดอง ณ ประเทศฝรั่งเศสและเล่าขานต่อกันมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้……


Credit : Cammy@dek-d.com